ประวัติความเป็นมาของคริสตจักร

ประวัติความเป็นมาของคริสตจักร

         สำหรับประวัติความเป็นมาของคริสตจักรมหาพรกรุงเทพ เราได้นำบทความที่ ศจ.ดร.ธีระ   เจนพิริยประยูร ได้เขียนไว้ในหนังสือสัมผัสรักของท่าน (สามารถอ่านฉบับเต็มได้จากหนังสือเล่มนั้น) อาจารย์ธีระได้เขียนประวัติความเป็นมาของคริสตจักรไว้ดังนี้

เมื่อผมและครอบครัวกลับจากการศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ในปี 1983 ผมได้รับใช้เต็มเวลาเป็นผู้อำนวยการที่พระคริสตธรรมกรุงเทพ  วันอาทิตย์ผมกลับไปนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักรมหาพรประดิพัทธิ์ คริสตจักรที่ผมเคยเป็นศิษยาภิบาล

ในเวลานั้น ซี เอ็ม เอ มิชชั่น มีโครงการตั้งคริสตจักรใหม่เพิ่มขึ้นในเมืองใหญ่ โดยมีมิชชันนารีของ ซี เอ็ม เอ คู่หนึ่ง คือศาสนาจารย์นอร์แมน ฟอร์ด และภรรยาชื่อลอรี่ เป็นผู้ริเริ่มและประสานงาน ผมและครอบครัวจึงตัดสินใจร่วมกับท่าน ในปลายสัปดาห์ บุกเบิกคริสตจักรใหม่ที่สุขุมวิท ซอย 10 โดยใช้สถานที่ของคริสตจักร อี ซี บี (Evangelical Church of Bangkok) ซึ่งเป็นคริสตจักรนานาชาติ สังกัดอยู่ใน ซี เอ็ม เอ โดยเราขอใช้ห้องนมัสการของโบสถ์นั้นในช่วงบ่าย

การเริ่มต้นที่น่าชื่นชมยินดี เนื่องจากคริสตจักรนี้ตั้งอยู่ที่สุขุมวิท เราตั้งชื่อว่า คริสตจักรมหาพรสุขุมวิท เราเริ่มจากพี่น้องคริสเตียนไทย ประมาณ 10 คน ที่มานมัสการที่คริสตจักรนี้ และเรียนพระคัมภีร์กับอาจารย์ฟอร์ด ก่อนเปิดโบสถ์เป็นทางการ เราก็เชิญอาจารย์ยุทธศักดิ์ ศิริกุล ซึ่งตอนนั้น เป็นผู้นำคนหนึ่งของแคมพัสครูเสดมาร่วมรับใช้ด้วย เราได้เปิดโบสถ์ในวันอาทิตย์ที่สองของเดือนมกราคม 1984 วันนั้นมีคนร่วม 30 กว่าคน อาจารย์ยุทธศักดิ์ เป็นผู้นำนมัสการ และท่านก็ได้กลายเป็นผู้นำนมัสการหลักติดต่อกันหลายปี ภรรยาผมเป็นผู้เล่นเปียโน ผมเป็นผู้เทศนา และกลายเป็นศิษยาภิบาลโดยปริยาย โดยไม่ต้องมีการแต่งตั้ง เป็นบรรยากาศเริ่มต้นที่น่าชื่นชมยินดีมาก

การเติบโตที่ต่อเนื่อง หลังจากได้เปิดเป็นคริสตจักร เราก็เห็นพระเจ้าทรงอวยพรให้มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วพอควร ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ในช่วงแรกสมาชิกส่วนใหญ่ ประมาณ 70 % เป็นนักศึกษาของแคมพัสครูเสด จากมหาลัยรามคำแหง บรรยากาศในโบสถ์จึงมีชีวิตชีวามาก ในเย็นวันพุธจะมีคนมาประชุมอธิษฐาน 20-30 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาเช่นกัน บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เพราะนักศึกษาเหล่านี้ร้อนรนในการเป็นพยาน นำคนมาเชื่อพระเจ้าบ่อย และกล่าวขอบคุณพระเจ้าในการเป็นพยานของพวกเขา หลังจาก 4-5 ปีผ่านไป ก็มีผู้ใหญ่มาเพิ่มขึ้นตามลำดับ สิ่งที่น่าชื่นชมยินดีที่สุดในการรับใช้ที่คริสตจักร คือการได้เห็นคนมารับเชื่อ รับการเลี้ยงดูและเสริมสร้าง จนมีชีวิตที่เข้มแข็ง เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ เป็นผู้รับใช้ที่ร้อนรน และสัตย์ซื่อในคริสตจักรตามของประทานของเขา

ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้รับใช้ เนื่องจากผมรับใช้เต็มเวลาที่พระคริสตธรรมกรุงเทพ มีเวลารับใช้คริสตจักรช่วงปลายสัปดาห์เท่านั้น จึงมีเวลารับใช้ที่คริสตจักรจำกัดมาก ตอนแรกผู้รับใช้เต็มเวลาในคริสตจักรมีเพียงสองท่าน คืออาจารย์ฟอร์ด และภรรยา ต่อมาเราได้พี่น้องคริสเตียนไทยคนหนึ่ง ชื่ออัมพร มาช่วยเป็นเลขาฯคริสตจักร หลังจากนั้น พระเจ้าก็ทรงส่งมิชชันนารี ซี เอ็ม เอ หลายท่าน ผลัดเปลี่ยนกันมารับใช้ที่คริสตจักร เช่น อาจารย์เดวิด คิง และภรรยา อาจารย์เจพี และภรรยา อาจารย์โจ อากีล่า และภรรยา อาจารย์แลรี่ เพอร์สันและภรรยา อาจารย์จอย เบส อาจารย์เอ็ดเวิร์ด อึง และภรรยา ดร.ล๊อกคา จัน เป็นต้น

ปี 1991 เราจึงได้ผู้รับใช้พระเจ้าคนไทยคนแรก เข้ามารับใช้เต็มเวลาร่วมกับทีม คือ อาจารย์จักรพันธ์  ชูเกียรติวงศ์กุล หลังจากนั้นประมาณ 3 ปี อาจารย์ภาวิณี เชษฐ์ศุทธยางกูร ก็ได้เข้ามาร่วม อีกหลายปีต่อมา พระเจ้าก็ทรงนำอีกสองท่านเข้ามาร่วมในทีมตามลำดับ คืออาจารย์วรรณี  เชษฐ์ศุทธยางกูร และอาจารย์เดชา  เจนพิริยประยูร ลูกชายของผมเอง

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการอุทิศตัวของผู้รับใช้พระเจ้าคนไทยแต่ละคน ผมเองมีความจำกัดหลายอย่างในการรับใช้ที่คริสตจักร แต่พระเจ้าได้ทรงส่งผู้รับใช้ที่ดีของพระองค์ที่รักพระองค์ และมีของประทานที่ต่างกัน มาเสริมกันในการรับใช้ เราจึงกลายเป็นทีมใหญ่ในคริสตจักร สิ่งที่ต้องขอบคุณพระเจ้าเป็นพิเศษ คือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการรับใช้ เชื่อว่านี่เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่พระเจ้าทรงอวยพรคริสตจักรของพระองค์ ยกเว้นปีหนึ่ง ที่มีความขัดแย้งกันบ้างเกิดขึ้นในทีมและเราเห็นผลเสียทันที ในปีนั้นจำนวนผู้มานมัสการลดลงจากปีที่ผ่านมา

ผมต้องขอบคุณพระเจ้าด้วย ที่ผู้นำคริสตจักรได้ตัดสินใจเลือกระบบกลุ่มแคร์หรือกลุ่มเซลล์ เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดในการเลี้ยงดู และในการรับใช้ จึงทำให้สมาชิกหลายคนได้รับการเสริมสร้างและพัฒนาเป็นผู้รับใช้ และมีส่วนในการรับใช้อย่างใกล้ชิด ร่วมกับทีมศิษยาภิบาล

พันธกิจอีกอย่างหนึ่งที่ผมต้องขอบคุณพระเจ้า คือพันธกิจ “เผชิญชีวิตคู่” คริสตจักรเราเป็นคริสตจักรแรกในเอเชีย ที่มีพันธกิจในลักษณะอย่างนี้ ทุกครั้งที่จัด เราเห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้า ที่ทำให้คู่สมรสหลายคู่ที่มีปัญหามาก จนคิดว่าไปไม่ไหว ได้กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีอีกครั้งหนึ่ง แม้แต่ในคริสตจักรของเราเอง ผมเห็นชัด ว่าคู่สมรสที่เข้าร่วมงาน “เผชิญชีวิตคู่” นี้ ล้วนแต่มีความสัมพันธ์ดีขึ้นกว่าเดิม และมีความกระตือรือร้นมากกว่าเดิมในการรับใช้พระเจ้าด้วย

 

สู่การรับใช้เต็มเวลาในคริสตจักร

ผมรู้สึกว่าการรับใช้เป็นศิษยาภิบาลบางเวลาในคริสตจักรเป็นเรื่องไม่ยากนัก แต่ยังไม่พร้อมที่จะเป็นศิษยาภิบาลเต็มเวลา ภาระใจของผมยังอยู่ที่การพัฒนาผู้รับใช้พระเจ้าในสถาบัน แต่พระเจ้าทรงมีวิธีค่อยๆนำผมทีละก้าว ให้เข้าสู่การเป็นศิษยาภิบาลมากขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่มิชชันนารีบางคนที่หนุนใจผม บางครั้งถึงกับขอร้องผมให้รับใช้เต็มเวลาในคริสตจักร โดยให้เหตุผลว่า คริสตจักรต้องการผมรับใช้เต็มเวลา

ความสนใจของผมเริ่มมีขึ้นมาบ้าง หลังจากได้อธิษฐานอย่างจริงจัง ผมมีความรู้สึกที่แปลกอย่างหนึ่งเกิดขึ้น คือรู้สึกว่า ในชีวิตการรับใช้ของผมนี้ มีอีกอย่างหนึ่งที่พระเจ้าทรงอยากให้ผมทำ แต่ผมยังไม่ได้ทำ ในหัวใจรู้สึกขาดอะไรบางอย่าง ทำให้ไม่อิ่มใจเท่าที่ควร ผมพยายามอธิษฐานทูลถามพระเจ้า ว่าอะไรที่ผมขาดไปซึ่งยังไม่ได้ทำ แล้วก็มีความรู้สึกมากขึ้น ว่าอาจเป็นการรับใช้เป็นศิษยาภิบาลเต็มเวลา

ในช่วงเวลานั้น ผมหาผู้ซึ่งจะสืบทอดตำแหน่งผู้อำนวยการที่พระคริสตธรรมได้แล้ว ผมรู้สึกว่า ถึงเวลาที่ผมจะต้องตัดสินใจเด็ดขาด ว่าควรทำอะไรต่อไป วันหนึ่ง ผมนำเรื่องนี้เล่าให้เพื่อนสนิท คือ ศจ.ดร.วิชาญ ฤทธิ์นิมิต ฟัง อาจารย์วิชาญพูดทันที ว่า “ถ้าคุณรู้สึกว่างานรับใช้ที่ยังขาด คือการเป็นศิษยาภิบาลเต็มเวลา คุณก็ควรตัดสินใจทำเลย” เหมือนเป็นคำยืนยันจากพระเจ้า หลังจากวันนั้น ผมก็ตัดสินใจลาออกจากพระคริสตธรรมกรุงเทพ รับตำแหน่งศิษยาภิบาลเต็มเวลาของคริสตจักร เมื่อได้ตัดสินใจเช่นนั้นแล้ว สันติสุขที่เต็มเปี่ยมก็เกิดขึ้น แม้ยังกลัวอยู่ แต่มีความชื่นชมยินดีมาก ที่ได้ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงอยากให้ทำ และคิดว่า นี่คงเป็นงานรับใช้เต็มเวลาอย่างสุดท้ายของผม

การรับใช้เป็นศิษยาภิบาลเต็มเวลาผ่านมาด้วยดี ทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่น งานศิษยาภิบาลมีความละเอียดอ่อนกว่างานผู้อำนวยการมาก ในคริสตจักรเราต้องเกี่ยวข้องกับคนทุกวัย ตั้งแต่ยังอยู่ในท้องจนถึงเสียชีวิต เราต้องอาศัยความรักและความอดทนมากกว่าหลายเท่า

 

ทรงเปลี่ยนความโศกเศร้าให้เป็นความชื่นชมยินดี

คริสตจักรกำลังพิจารณาหาสถานที่ใหม่ของเราเอง โดยซื้อที่ดิน และก่อสร้างอาคารคริสตจักรของเราเองขึ้น เวลานั้น มีมูลนิธิแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาถวายเงินประมาณ 17 ล้านบาท เพื่อช่วยในการซื้อที่ดินและยังสัญญาว่า เมื่อจะสร้างอาคาร เขาจะถวายเพิ่มอีก เราทุกคนตื่นเต้นกันมาก เพราะรวมกับเงินที่เราหาได้แล้ว ก็มีประมาณ 34 ล้าน น่าจะหาซื้อที่ดินในทำเลที่ดีได้ไม่ยาก

แต่เป็นสิ่งน่าผิดหวังมาก เราหามาประมาณ 2 ปี ไม่สามารถหาสถานที่ที่เราพอใจมากที่สุดได้ จนกระทั่งปัญหาขัดแย้งเกิดขึ้นในคริสตจักร เราได้สูญเสียหลายคนที่เรารัก ซึ่งนับค่าไม่ได้ และเราได้สูญเสียเงินก้อนใหญ่ถึง 17 ล้าน อย่างน่าเสียดายที่สุด โดยต้องคืนเงินก้อนนี้ให้กับมูลนิธิที่ถวายเงินเรามา เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2003

แต่ขณะที่ผมและหลายคนรู้สึกเศร้าใจ ผิดหวัง พระเจ้าก็ได้ทรงกระทำการพิเศษท่ามกลางเรา ในต้นปี 2004 เราก็พบสถานที่ และอาคารที่สวยมาก คือที่ที่เราอยู่ในปัจจุบัน

แต่เมื่อคริสตจักรมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความตั้งใจจะซื้อที่นี้ให้ได้ ลงมืออธิษฐานหนัก ถวายด้วยความเสียสละ บางคนถวายแบบเสียสละมากๆ อย่างคิดไม่ถึง เราขอการทรงนำจากพระเจ้าในเงินส่วนที่ยังขาด ภายในเวลาเพียงหกเดือนเท่านั้น คือประมาณเดือนตุลาคม ปี 2004 เราก็สามารถซื้อสถานที่นี้ได้ และโอนเข้ามูลนิธิมหาพรพัฒนาอย่างเรียบร้อย เราใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี ในการปรับปรุงตกแต่ง แม้แต่เงินที่ใช้ในการปรับปรุงตกแต่งอาคาร ประมาณ 10 ล้านบาท พระเจ้าก็ทรงประทานให้อย่างอัศจรรย์ ซึ่งส่วนใหญ่ผ่านสมาชิกของคริสตจักร

กลางปี 2005 เราก็ได้ย้ายเข้ามานมัสการในที่ใหม่ของเรา ท่ามกลางการเฉลิมฉลองด้วยความยินดีอย่างยิ่งใหญ่

และชาวมหาพรก็ได้นมัสการในสถานที่ใหม่มาจนถึงปัจจุบัน

กลางปี 2012 ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ศจ. ดร.ธีระ  เจนพิริยประยูร ท่านถึงวาระของการเกษียนจากตำแหน่ง

คณะธรรมกิจจึงได้สถาปนาท่านเป็นศิษยาภิบาลกิตติมศักดิ์ ในขณะเดียวกันคณะธรรมกิจก็ได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการเชิญ ศจ.จักรพันธ์  ชูเกียรติวงศ์กุล ซึ่งเวลานั้นท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นรองศิษยาภิบาล ให้มารับตำแหน่ง

ศิษยาภิบาลอาวุโส และได้รับความเห็นชอบจากมวลสมาชิกทั้งคริสตจักรด้วย และท่านก็ได้ดำรงตำแหน่งศิษยาภิบาลอาวุโสมาจนถึงปัจจุบัน นี่คือประวัติความเป็นมาของคริสตจักรมหาพรกรุงเทพ

© 2017 MBAC MEDIA : Mahapawn Bangkok Alliance Church